อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

อารยธรรมแห่งโลกของโลกกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ภาษาเป็นภาษาต่างประเทศ ยังไงก็เรียนรู้ไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ

Advertisements

อารยธรรมจีน

อารยธรรมจีน

เรามาเรียนรู้และทำความรู้จักอารยธรรมจีนกันนะครับ

การตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าต่างๆในเมโสโปเตเมีย

การตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าต่างๆในเมโสโปเตเมีย

  1. ชาวสุเมเรียน เป็นชนเผ่าแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมโสโปเตเมียบริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่า ซูเมอร์  เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีพัฒนาการทางการเมืองโดยเริ่มจากหมู่บ้านและขยายตัวเป็นชุมชน วัดมีพระเป็นผู้ปกครอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครอง ต่อมาเมื่อขยายตัวเป็นชุมชนใหญ่ก็เกิดเป็นนครรัฐ แต่ละนครรัฐเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน นครรัฐที่สำคัญ ได้แก่ เมืองเออร์ เออรุค อิริดู
  2. ชาวแอคคัด เป็นพวกเร่ร่อนเผ่าเซมิติก ตั้งถิ่นฐานบริเวณซีเรียและเป็นชนเผ่าเซมิติก ยึดครองพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 2,400ปีก่อนคริสต์ศักราช ซากอน ผู้นำชาวแอคคัดได้ยกทัพขึ้นยึดครองนครรัฐของพวกสุเมเรียนในซูเมอร์และรวบรวมดินแดนบริเวณตั้งแต่ฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงอ่าวเปอร์เซียเข้าเป็นจักรวรรดิครั้งแรกในเมโสโปเตเมีย
  3. ชาวอมอไรต์  เป็นชนเผ่าเซมิติก อพยพจากทะเลทรายอาระเบียน ได้สถาปนาจักรวรรดิบาบิโลเนีย เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีนครบาบิโลน เป็นศูนย์กลางการปกครอง กษัตริย์ที่สำคัญคือ พระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งได้จัดทำประมวลกฎหมายฮัมมูราบีขึ้น
  4. ชาวฮิตไทต์ เป็นชนเผ่าอินโดยูโรเปียน ได้เข้ามาโจมตีทางเหนือของซีเรียและปล้นสะดมกรุงบาบิโลเนียของพวกอมอไรต์เมื่อประมาณ 1,594 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงที่ฮิตไทต์ขยายอำนาจในเมโสโปเตเมียนั้น เป็นเวลาเดียวกับที่อียิปต์เรืองอำนาจ ทั้งสองอาณาจักรได้ทำสงครามแย่งชิงดินแดนเมโสโปเตเมียเป็นเวลานาน พวกฮิตไทต์มีความสามารถในการรบมาก เป็นชนเผ่าแรกที่นำเหล็กมาใช้ในการทำอาวุธ รู้จักใช้ม้า รถเทียมม้า ทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพ
  5. ชาวแอสซีเรีย เป็นชนเผ่าเซมิติกจากทะเลทรายอาหรับ ปราบปรามพวกฮิตไทต์แล้วสถาปนาอาณาจักรแอสซีเรียขึ้นเมื่อประมาณ 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองนิเนอเวห์
  6. พวกแคลเดียน เป็นชนเผ่าเซมิติกมาจากเขตทะเลทราย เข้ามาตั้งถิ่นฐานทางตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีส ได้สถาปนาอาณาจักรแคลเดียนหรือบาบิโลเนียใหม่ เมื่อประมาณ 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช
  7. พวกเปอร์เซีย เป็นชนเผ่าอินโดยูโรเปียน ระยะแระพวกเปอร์เซียอยู่ภายใต้อำนาจของพวกมีดส์ จนเมื่อ 559ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวเปอร์เซียภายใต้การนำของพระเจ้าไซรัส สามารถต่อต้านและผนวกพวกมีดส์ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย พระเจ้าไซรัสได้ขยายอำนาจจนเมื่อ 539ปีก่อนคริสต์ศักราช เปอร์เซียมีอำนาจครอบครองดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งหมด
  8. ชาวฟินิเชียน เป็นชนเผ่าเซเมติก มีความสามารถในการเดินเรือค้าขาย ผลงานที่สำคัญของชาวฟินิเชียน คือ ประดิษฐ์ตัวพยัญชนะทั้งหมด 32 ตัว ดัดแปลงมาจากเฮียโรกลิฟฟิกของอียิปต์ และคูนิฟอร์มของสุเมเรียน เป็นต้นตระกูลของอักษรโรมันของชาติยุโรปตะวันตก
  9. ชาวฮิบรู หรือยิว เป็นชนเผ่าเซเมติก ได้สถาปนาอาณาจักรฮิบรู มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม มีความเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าโซโลมอน 973-933ปีก่อนคริสต์ศักราช หลังจากสมัยพระเจ้าโซโลมอน อาณาจักรฮิบรูเสื่อมอำนาจลง ถูกชนเผ่าต่างๆโจมตีจนสูญเสียเอกราช และถูกยึดครองโดยชนเผ่าต่างๆ

     การที่ดินแดนชนเผ่าต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำให้เกิดการสร้าสรรค์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย หลอมรวบกันเป็นอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งนับกันว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ดังนี้

  • 1) การปกครองและกฎหมาย
  • 2) สังคมและวัฒนธรรม
  • 3) การดำรงชีพและการค้า

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสถาปัตยธรรม

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสถาปัตยธรรม

ในดินแดนเมโสโปเตเมียได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆหลายอย่าง เช่น

  • ล้อเกวียน
  • การแบ่งชั่วโมงออกเป็น 60 นาที
  • การผลิตอาวุธ
  • ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดขณะนั้นขึ้นที่เมืองนิเนเวห์ (Nineveh) ซึ่งเก็บแผ่นจารึกดินเหนียวไว้ถึง 22,000 แผ่น

ความเจริญของคนในดินแดนเมโสโปเตเมีย ได้แพร่หลายไปยังดินแดนใกล้เคียงและมีอิทธิพลต่ออารยธรรมอิยิปต์ กรีกและโรมันในเวลาต่อมา

การดำรงชีพและการค้า

 

          ชาวเมโสโปเตเมียมีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม ได้แก่ การปลูกข้าวสาลีและเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้แรงงานและทำผลิตภัณฑ์จากสัตว์เพื่อบริโภคและยังสร้างพาหนะที่มีล้อใช้สัตว์ลาก ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานในการพัฒนาพาหนะประเภทเกวียนและรถยนต์ในโลกสมัยใหม่ ชาวเมโสโปเตเมียต้องเผชิญกับน้ำท่วมจากการไหลบ่าของแม่น้ำไทกริส –ยูเฟรติส ดังนั้นจึงต้องหาวิธีแก้ปัญหาโดยการขุดคลองระบายน้ำหรือทำทำนบกั้นน้ำ นับเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาโดยควบคุมธรรมชาติ ชาวเมโสโปเตเมีย มีความรู้ใน การคำนวณและความรู้ทางดาราศาสตร์ สามารถทำปฏิทินแบบจันทรคติ โดยกำหนดให้เดือนหนึ่งเฉลี่ยนาน 29กับ ½ วัน และแบ่งปีออกเป็น 12 เดือน ทำให้รู้เวลาที่เหมาะสมในการเพาะปลูกและยังทำให้สามารถกำหนดวันที่ควรจะออกเดินทางไปติดต่อค้าขายนอกจากนี้ความรู้ด้านการบวก ลบ คูณ และระบบการชั่ง ตวง วัด ทำให้ชาวสุเมเรียนมีความสามารถในด้านการค้า

สังคมและวัฒนธรรม

ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม

          หลักฐานการจัดระเบียบสังคมในดินแดนเมโสโปเตเมีย ได้แก่ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี ซึ่งนับว่าเป็นประมวลกฎหมายที่ทันสมัยในยุคนั้น คือ การรับรองสิทธิในทรัพย์สินของคนในสังคม และคนในสังคมมีความรับผิดชอบต่างกันในด้านความเชื่อคนในดินแดนเมโสโปเตเมียมีความเชื่อถือโชคลางเทพเจ้าที่สถิตในธรรมชาติซึ่งมีอยู่หลายองค์ ยกเว้นพวกฮิบรูซึ่งเป็นชนเผ่าที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวมีพระนามว่า“พระยะโฮวาห์”

การปกครองและกฎหมาย

การปกครองและกฎหมาย

          ชนชาติที่เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนอารยธรรมเมโสโปเตเมียที่สำคัญได้แก่ พวกสุเมเรียน แคลเดียน อมอไรท์ อัสซีเรียน ฮิบรู เปอร์เซียน และกรีก

เมโสโปเตเมียคืออะไร

ความหมายของคำ

       เมโสโปตาเมีย Mesopotamia มาจากคำว่า meso=ระหว่าง กับคำว่า potamus=แม่น้ำ รวมกันแล้วมีความหมายว่า ดินแดนระหว่างแม่น้ำ โดยหมายถึง ดินแดนบริเวณที่เป็นรูปวงโค้งที่อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอเรเนียนกับอ่าวเปอรเซีย นักประวัติศาสตร์บางคนได้เรียกบริเวณนี้ว่า ที่ราบพระจันทร์เสี้ยวอันอุดม

การขยายตัวของพวกอินโด – อารยัน

การขยายตัวของพวกอินโด – อารยัน

   พวกอินโด –อารยัน ได้อพยพจากที่ราบภาคกลางของเอเชียใกล้ทะเลสาบแคสเปียน บุกรุกเข้ามาทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือบริเวณช่องแคบไคเบอร์ เข้าสู่อินเดียบริเวณลุ่มน้ำสินธุ ได้ทำการรุกรานพวกดราวิเดียน ชาวพื้นเมืองที่อาศัยบริเวณนั้นถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วเข้าครอบครองลุ่มแม่น้ำสินธุแทนและได้สร้างสรรค์อารยธรรมที่มีความโดดเด่นทางภาคเหนือของอินเดีย

ผลงานทางอารยธรรมที่สำคัญของพวกอินโด-อารยัน

        ช่วงเวลาที่ชาวอารยันเริ่มสร้างสรรค์อารยธรรมอินเดียก่อนที่อินเดียจะมีพัฒนาการไปสู่จักรวรรดิ แบ่งได้ 2 ยุค คือ

1. ยุคพระเวท

   ยุคพระเวท คือ ช่วงแรกที่ชาวอารยันเริ่มเข้ามาในอินเดีย หลักฐานที่กล่าวถึงเรื่องราวของชาวอารยันช่วงนี้ คือ คัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นตำราที่รวบรวมโคลงและบทสวดทางศาสนาอารยธรรมยุคมหากาพย์ปรากฏในลักษณะต่างๆดังนี้

  • การปกครองอาศัยรวมกันเป็นเผ่า มีผุ้นำ คือ ผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่แจกจ่ายที่ดินและเก็บภาษี
  • สร้างที่อยู่โดยก่อกำแพงด้วยโคลน พื้นปูด้วยดินเหนียว หลังคามุงด้วยหญ้า
  • ดำรงชีพด้วยการเลี้ยงปศุสัตว์ทั้ง วัว ม้า แพะ แกะ ทำการเกษตรทั้งทำนาและทำไร่
  • งานหัตถกรรมฝีมือเช่น ช่างปั้น ช่างไม้ ช่างทำอาวุธ

2.  ยุคมหากาพย์

   ยุคมหากาพย์ คือช่วงเวลาที่ชาวอารยันได้ขยายตัวเต็มที่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือและทางใต้แถบลุ่มแม่น้ำคงคา อารยธรรมยุคมหากาพย์ปรากฏในลักษณะต่างๆดังนี้

  • การปกครองลักษณะคล้ายนครรัฐ เป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน แคว้นที่มีชื่อเสียงและมีอำนาจมากในสมัยนั้น คือ แคว้นมคธ
  • เรื่องราวของชาวอารยันปรากฏออกมาในลักษณะของวรรณคดี 2 เรื่อง คือ รามายณะและมหาภารตะ สะท้อนให้เห็นถึงการปกครอง สังคมและเศรษฐกิจของชาวอารยัน
  • มีการนำระบบวรรณะมาใช้เพื่อแบ่งแยกชาวอารยันและพวกดราวิเดียนรวมถึงชาวอารยันด้วยกันเอง โดยแบ่งเป็น 4 วรรณะคือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพทย์ และศูทร พวกที่ทำผิดกฎเกณฑ์ของระบบวรรณะ เรียกว่า จัณฑาล
  • ยุคมหากาพย์ศาสนาพราหมณ์มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมามีการปรังปรุงความเชื่อและคำสอนของศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาฮินดู เทพเจ้าที่นับถือสูดสุดมี 3 พระองค์ เรียกว่า ตรีมูรติ ได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ
  • ความเชื่อ โคลง บทสวดทางศาสนา ถูกรวบรวมไว้ในคัมภีร์พระเวท แบ่งเป็น 3ส่วน เรียกว่า ไตรเวท  ฤคเวช ยชุรเวทและสามเวท และยังมีเวทที่เกิดขึ้นในสมัยหลังเรียกว่า อถรรพเวท และคัมภีร์อุปนิษัท
  • ความรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ ทำให้พวกพราหมณ์มีอำนาจมากในสังคม เกิดความไม่เสมอภาค ทำให้เกิดศาสนาที่สำคัญขึ้นอีก 2 ศาสนา เพื่อสร้างความเสมอภาคและความสงบสุขในสังคม  ได้แก่  ศาสนาเชน ผู้ก่อตั้ง คือ พระมหาวีระ หลักความเชื่อที่สำคัญของศาสนาเชนคือ การทำใจให้บริสุทธิ์ไม่เน้นความทุกข์ทางกายเพื่อการหลุดพ้นสู่โมกษะ ศาสนาพุทธ ผู้ก่อตั้ง คือ พระพุทธเจ้า หรือเจ้าชายสิทธัตถะ หลักคำสอนที่สำคัญ คือ อริยสัจ 4ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค